Sunday, September 25, 2011

การเดินทางกับพ่อแม่


คู่นี้ในรูปเป็นพ่อแม่ผม

ตามที่เขาสองคนเชื่อมา การเดินทางไม่ควรลำบากเลย ควรเป็นที่เราไม่ต้องคิดหรือทำอะไรมากไปเลย คือสิ่งที่ช่วยคลายเครียด พ่อก็ถือว่า ไม่ใช่เพราะเขาขี่เกียจจนไม่ยอมวางแผนอะไร แต่การวางแผนเดินทางมันอาจจะให้เครียดอีก มีผู้ชำนาญหรือไกด์ช่วยจัดและวางแผนให้ มันสะดวกกว่า

ดังนั้นพ่อแม่ผมจึงชอบไปทัวร์ทุกๆครั้ง

ส่วนพี่น้องกับผมแล้ว เราคงไม่เห็นด้วยกับพ่อแม่ เราว่า การเดินทางคือ สิ่งพิเศษเพียงเราควรวางแผนเอง อย่างนี้เราก็ได้ไปสถานที่ท่องเที่ยวตามความตั้งใจ มันก็อาจเป็นประสบการณ์ใหม่ที่มีเอกลักษณ์และทันกับความคาดหวัง ใช่ไหม

แต่สำหรับการไปทัวร์แล้ว มันคงมีความยากลำบากแทน

“ถ้าไปทวร์กับคนที่ไม่รู้จักกัน มันจะกลายเป็นสิ่งที่เราถือเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ได้แล้ว ไม่ใช่เหรอ” พีสาวชอบบอกคำเหล่านี้ให้พ่อแม่ฟัเอามาคิด

ผมก็คิดว่า มันก็อาจจะมีคนอื่นในทัวร์ที่ไม่ได้ร่วมมือกันแน่ๆ ขอให้เพื่อนๆที่เคยไปทัวร์มาคิดนะ ว่าเคยมีคนขึ้นรถเมล์มาช้าๆ ซึ่งทำให้ทุกคนรอเขามา น่าโกรธใช่เปล่าว

นอกจากนี้ เพื่อนๆก็เห็นด้วยไหม ว่าเราคงจะใช้เวลามากเพียงแค่มาอยู่ในรถเมล์ ขาดโอกาสมาประสบวัฒนาธรรมของประเทศนั้นค้วย ถ้าอยากนั่งรถเมล์แอร์ ผมว่า ไม่ต้องเสียเงินมานั่งที่เมื่องนอกเลย ค่าตั๋วเครื่องบินมันสูงมาก เราควรเอาเวลาอยู่เมืองนอกมาทำสิ่งที่มีประโยชน์ดีๆ




“ไปเดินทางปราศจากทัวร์ดีกว่า อยากตื่นนอนเมื่อไรก็ได้ อยากตามคนท้องถิ่นทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องกังวลกับใครเลย”

“ลูกบ้าแล้วเหรอ ทำไมไปเดินทางคนเดียว อันตรายมากเลย โดยเฉพาะถ้าไม่รู้ภาษาของคนท้องถิ่น ไปกับทัวร์สบายดีและปลอดภัยมาก” แม่ขอดมา

แม้จริงอยู่ที่ผมพยายามหลีกเลี่ยงไปทัวร์เวลาไปเดินทาง แต่ผมยังลงเอยด้วยการไปทัวร์กับพ่อแม่ แล้วผมก็คงจะรับหน้าที่ที่ช่วยถือของที่เขาสองคนซื้อมา

เฮย น่าสงสารมากจัง

แต่ยิ่งไปเดินทางกับพ่อแม่ ผมก็ได้พบว่า สำหรับพวกเขาแล้ว การเดินทางไม่จำเป็นเกี่ยวกับการประสบวัฒนาธรรมอื่นทุกทีเลย เพราะเวลาพ่อแม่เดินทางไปไหน เขาก็อยากให้เราตามไปกันเพื่อให้ครอบครับนี้สนิทกัน รู้สึกกัน ความสุขต่อความเป็นครอบครัวกัน

การไปเดินทางกับเขาสองคนก็ให้ผมรับรู้และเข้าใจด้วยว่า สาเหตุที่เราอยากเดินทางก็ต่างกันไป แล้วแต่แต่ละคน อาจจะเกี่ยวกับอาหาร วัฒนาธรรม หรือเพื่อคลายเครียด แต่ผมก็เชื่อว่า ความจริงคือ ไม่มีใครถูกหรือผิดมาเลย สิ่งที่สำคัญมากกว่ามันคือ ผมต้องเข้าใจพ่อแม่ ว่าเขาสองคนทำงานหนักๆหลายปีมาแล้ว มันเลยเป็นธรรมดาอยู่ที่ เขาอยากมีเวลาพักผ่อน คลายเครียด และอยู่กันกับคนที่รัก นั้นผมจึงไม่ถือสาเป็นตัวประกอบเวลาไปเดินทางกับพ่อแม่เลย เพราะเที่ยวนี้มันควรแค่เกี่ยวกับความสุขของสองคนนี้แน่นอนครับ

สองคนนี้ยังดูเหมือนเด็กๆหรือคู่ที่เพิ่งแต่งงานกัน

Monday, September 19, 2011

ความรักกับการเดินทาง

"เราก็แค่คนอกหักสองคน มาเจอกันที่เมืองนอก หนาวๆ เหงาๆ
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั้งหมด เราอาจจะแค่คิดไปเองก็ได้ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่ามันจริง"
-จากเรื่อง 'กวนมึงโอ'

ตอนที่คุณเดินทางไปเมืองนอก คุณณเคยรู้สึกว่า ก็ไม่รู้ทำไม แต่ทันทีมีอารมณ์อยากตกหลุนรักไหม เคย ใช่ไหม ผมก็เคยรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วทำไมละ ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจจริงๆ ใช่แล้ว ผมกำลังจะเล่าเรื่องการพบความรักตอนเดินทางไปเมืองนอกครับ เพราะผมคิดว่ามันคือสิ่งที่ทุกคนควรคิดถึงอย่างระมัดระวังครับ

คนส่วนมากมักจะชอบการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางไปเมืองนอก เพราะว่ามันจะทำให้เราประสบคน วัฒนธรรม อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และความรู้สึกใหม่ๆ เป็นต้น
การเดินทางก็เป็นโอกาสที่เราจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างจากปกติได้ ซึ่งช่วยเราคลายเครียดโดยไม่ต่องคิดถึงสิ่งที่เครียดในชีวิตปกติของเรา เช่นการทำงานและการเรียน

ดังนั้น เวลาเราเดินทาง ความรักจึงคงจะเกิดขึ้งง่ายกว่าปกติ เราจะคิดถึงและพิจารณาชีวิตของตัวเองได้เนื่องเรื่องที่ยุ่งเราในชีวิตประจำวันอยู่ไกลเราแล้ว มารบกวนเราไม่ได้
เพราะว่าความรักคือส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิตเรา เราคงคิดถึงความรักด้วยตอนเดินทาง
คนที่ยังเป็นสดและไม่มีแฟนจะเริมกระหายรัก และคนที่มีแฟนแล้วอาจจะวิเคราะห์ความรักที่ตัวเองมีก็เป็นไปได้

ผมเชื่อว่า เราจะค้นพบความรักง่ายตอนเรามีความสุข เวลาเราเดินทางไปเมืองนอก ทุกอย่างที่เราพบเจอก็ท่าจะน่าสนใจ แปลก และสนุกด้วย ถ้าเราไม่ระวัง ความสุขที่เรารู้สึกจากประสบการณ์ใหม่เหล่านี้อาจจะกลายเป็นความรักได้ โดยเฉพาะถ้าเรากำลังเดินทางกับเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักตอนเดินทาง และคิดว่ามีแต่ความสุขที่ยิ่งใหญ่และความรู้สึกที่พิเศษจริงๆตอนอยู่ด้วยกันกับคนคนนั้น ถ้าเราเดินทางกับเพื่อนเก่า เราก็จะได้เห็นอีกด้านหนึ่งของลักษณะเพื่อน ซึ่งทำให้เราชอบเขาก็เป็นไปได้

ลองจินตนารูปนี้หน่อย คุณยืนข้างล่างหอไอเฟล หิมะกำลังตก ทุกอย่างในสิ่งแวดล้อมของคุณก็สวย โรแมนติคจังเลลลลลย ไม่ใช่เหรอ ถ้าอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ ใครจะไม่หวังมีคนคนหนึ่งที่พิเศษในชีวิตเรามาร่วมกัน

แต่ความจริงคือ วันหนึ่งหิมะที่ตกต้องละลาย คนที่ผ่านมาก็ต้องเลิกเราไปเหมือนกัน
มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเดินทางต่อและอยู่ในสิ่งแวดล้อมอย่างนั้นตลอดไปได้
คนที่เราเจอต้องกลับไปประเทศของเขา เราก็ต้องกลับไปชีวิตปกติของตัวเองเหมือนกัน ตอนนั้น ความรู้สึกใหม่และประสบการณ์ที่เราพบเจอจะกลายเป็นความทรงจำที่ดีแต่เป็นส่วนหนึ่งของความหลังเท่านั้น ใครไม่อยากได้เรื่องรักเหมือนละคร แต่ชีวิตของคนส่วนมากไม่เหมือนละคร แม้ว่าบางคนอาจจะหาความรักและรักษามันต่อนานตอนเดินทางได้
แต่ในความเห็นของผม มันยากจริงๆ ถ้าเราพยายามหารักในชีวิตประจำวัน เราคงพบความสำเร็จง่ายก่วาครับ